น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นเหมือนสวรรค์ของเหล่าผู้รักการท่องเที่ยวธรรมชาติและน้ำตก เพราะด้วยความงามที่ยากจะหาที่ติแล้วนั้นความชุ่มฉ่ำของสายน้ำจะยิ่งทำให้ชุ่มชื่นหัวในเมื่อได้มาเยือนอีกด้วย มาถึงขั้นนี้แล้วคงเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกเสียจากน้ำตกห้วยขมิ้นซึ่งถือเป็นน้ำตดที่ขึ้นชื่อและสวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ด้วยความงามของธรรมชาติการไหลของน้ำที่ไหลลงมาตามชั้นๆหลายชั้นยิ่งทำให้สายน้ำมีความงามรายลอมไปด้วยป่าโปร่งทิวเขาธรรมชาติพันธุ์ไม้ที่หลากหลายยิ่งเป็นที่น่าประทับใจแก่การเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกยิ่งนัก น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนั้นมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขากะลาโดยน้ำตกนั้นจะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์เป็นน้ำที่ไหลมาจากห้วยขมิ้นไหลผ่านลงมาเรื่อยๆตามชั้นของหินปูนที่ลดหลั่นไล่ระดับกันเป็นเหมือนขั้นบันไดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ น้ำตกแห่งนี้นั้นมีทั้งสิ้นด้วยกัน 7 ชั้น รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 1 กิโลเมตรซึ่งนับว่ามีความยาวพอสมควรเลยทีเดียว โดยในแต่ละชั้นของน้ำตกนั้นก็มีชื่อเรียกเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากชั้นแรกมีชื่อว่า “ดงว่าน” ซึ่งเป็นธารน้ำตกชั้นเตี้ยๆไหลลดหลั่นกันลงมา บริเวณนี้มีพืชสมุนไพรที่สำคัญอยู่หลากหลายชนิด อาทิเช่น พลูป่า รางจืด ซึ่งจะมีป้ายอธิบายให้ความรู้ประกอบไปตลอดเส้นทาง ในส่วนของชั้นที่สองหรือ “ ม่านขมิ้น” เป็นน้ำตกที่ไหลลงมายังแอ่งน้ำด้านล่างสามารถเห็นเป็นม่านน้ำตกที่สวยงาม สำหรับชั้นที่3 นั้น “วังหน้าผา” ชั้นนี้จะมีสายน้ำที่ไหลสูงชันกว่าชั้นที่ผ่านมา ชั้นที่ 4 “ฉัตรแก้ว” เป็นชั้นที่เป็นจุดเด่นของน้ำตกห้วยขมิ้นแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยความงามของสายน้ำที่ไหลลดหลั่นกันมาตามชั้นดินและหินที่เรียงตัวลดหลั่นกันไปตามความสูงทีละนิดล้วเทตกจากผาที่สูงกว่า 10 เมตรลงมายังแอ่งนำข้างล่าง ในส่วนของชั้นที่ 5 “ไหลจนหลง” เป็นชั้นที่น้ำตกที่ไหลหายลงไปใต้ดินอันเป็นไปตามปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเรียกว่า “หลุมยุบ” ส่วนในชั้นที่ 6 นั้น “ดงผีเสื้อ” เป็นช่วงที่มีสายน้ำที่ไหลผ่านแต่ละชั้นของหินปูนที่ลดหลั่นกันลงมาที่มีความสูงไม่มากนัก และในชั้นที่7 “ร่มเกล้า” ซึ่งเป็นชั้นบนสุดที่มีสายน้ำไหลผ่านบรรดาต้นไม้น้อยใหฯลงมามหน้าผาของน้ำตก นอกจากนี้ในบริเวณดังกล่าวยังสามารถเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งในบริเสณดังกล่าวสามารถมองเห็นวิวอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์และเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างงดงามทีเดียว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thai.tourismthailand

|